สัมผัสโครงการโรงเรียนในไร่ส้ม อ.ฝาง จ.เชียงใหม่
เมื่อวันที่ 6-8 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปร่วมทริปกับ Unicef และั แสนสิริ ค่ะ (ทริปนี้ sponsor โดย แสนสิริ นะคะ)
ตอนแรกเลยทางแสนสิริ แจ้งมาว่าให้ช่วยหาคนที่มีจิตอาสาจริงๆ เนื่องจากทริปนี้ไม่ใช่มาเที่ยว แต่เรามาเรียนรู้ ดูความเป็นไปของเด็กไร้สัญชาติ และเด็กเร่ร่อน และช่วยบอกต่อเพื่อให้คนอื่นๆทราบเกี่ยวกับการทำงานของ Unicef บั๊บเบิ้ลเองก็เลยขออาสามาด้วยถ้าทางแสนสิริไม่ขัดข้อง มีหลายคนที่อยากไปแต่ว่าติดภารกิจไม่สามารถลางานไปได้ คนที่ร่วมทริปมีทั้ง blogger ชื่อดัง และ media ต่างๆ
ก่อนอื่นเลยต้องบอกว่า โดยส่วนตัวเข้าใจมาตลอดว่า Unicef รับบริจาคเงิน เพื่อเอาเงินไปช่วยเหลือเด็ก หรือให้เงินกับเด็ก แต่พอได้มาฟังและทำความเข้าใจ ทำให้รู้ว่า Unicef ไม่ได้มีนโยบายที่จะเอาเงินไปช่วยเหลือเด็กเป็นรายบุคคลเลย ทริปนี้ถือได้ว่าเป็นการปรับความรู้ใหม่หมด หน้าที่หลักๆของ Unicef ก็คือ ทำงานร่วมกับภาครัฐ รวมถึงเอกชนเพื่อผลักดันสิทธิเด็ก หรือ นโยบายต่างๆ ในภาพใหญ่ Unicef ไม่ได้มองแค่การช่วยเหลือเพียงแค่ครั้งเดียว แต่มองในระยะยาว เงินบริจาคทั้งหมด Unicef ได้นำไปใช้สนับสนุนโครงการต่างๆเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจนและขาดแคลนในไทย ถ้ามีเงินเหลือก็จะนำเงินส่วนนั้นไปช่วยประเทศที่ยากจนและขาดแคลนอื่นๆอีก
หนึ่งในโครงการที่เราได้ไปสัมผัสก็คือ “โรงเรียนในไร่ส้ม” อำเภอ ฝาง จังหวัด เชียงใหม่
Unicef, กลุ่มเพื่อเด็ก, เจ้าของไร่ส้ม และสำหนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 มีวัตุประสงค์ เพื่อให้เด็กอพยพได้เรียนหนังสือ ส่วนใหญ่อพยพมาจากพม่า มากับพ่อแม่ที่มาทำงานในไร่ส้ม

พ่อแม่ของเด็กเหล่านี้ ไม่ได้มองถึงการศึกษาของลูก เพราะคิดว่า วันนึงก็คงจะโตมาทำงานในไร่ เหมือนกับพ่อแม่ ทำไมต้องเรียน เรียนไปก็ไม่ได้ใช้ และไม่คิดว่าจะได้พัฒนาไปทำอาชีพอย่างอื่น
แต่สิ่งที่ได้เรียนรู้ก็คือ โรงเรียนในไร่ส้มนี้ ไม่ได้สอนหนังสือเหมือนกับหลักสูตรทั่วไปตามโรงเรียน แต่สอนเพื่อให้เด็กเอาตัวรอดในชีวิตประจำวันได้ สอนให้เด็กๆนำความรู้พวกนี้เอาไปดูแล พ่อแม่ที่อ่านไทยไม่ได้ เขียนไทยไม่ได้ สอนเรื่องการคิดเลข ตัดผม สอนเรื่องยาให้อ่านฉลากยา
สิ่งที่ประทับใจก็คือ การที่เด็กรู้ว่าการคิดเลขคิดยังไง เพื่อเอาไปช่วยพ่อแม่คิดเรื่องค่าจ้าง และ การอ่านฉลากยาให้พ่อแม่ นี่ถือว่าเป็นความรู้เบื้องต้น แต่ใครจะรู้ว่าเด็กก็สามารถเป็นผู้ดูแลเรื่องการใช้ชีวิตในไทยให้พ่อแม่ได้ แม้แต่เรื่องตัดผม ที่โรงเรียนมีสอนการตัดผม และให้เด็กเอาอุปกรณ์กลับไปตัดให้คนในครอบครัวได้ วิธีนี้ก็ช่วยเป็นการประหยัดให้กับครอบครัวได้เช่นกัน
ปัจจุบัน โรงเรียนในไร่ส้ม เปิดสอนทั้งหมด 7 แห่ง มีนักเรียนกว่า 300 คน เปิดในช่วงกลางวัน 2 แห่ง และกลางคืน 5 แห่ง

ทางที่ต้องเข้าไปที่โรงเรียน เข้าไปยากลำบากมาก ขนาดเราเองที่นั่งรถเข้าไป รถสะเทือนไปตลอดทาง เด็กๆต้องเดิน 7-8 กิโล กว่าจะมาถึงโรงเรียน แต่ว่าเด็กทุกคนดูมีความสุขมาก มีความสุขกับสิ่งที่เราอาจจะมองข้าม มันทำให้เราย้อนนึกถึงตัวเองว่า เราโชคดีมากแค่ไหน ที่ได้โอกาส เด็กๆเหล่านี้โอกาสทางการศึกษายังน้อยกว่าอีกมากนัก ตอนที่เค้าให้พวกเราแนะนำตัว จะบอกว่าเขินมาก เพราะพูดกับเด็กไม่ค่อยเก่ง และไม่รู้ว่าจะพูดให้น้องๆเข้าใจยังไง เค้าให้แนะนำตัวว่าทำงานอะไรค่ะ เลยพูดได้แค่ว่า ทำงานที่เกี่ยวกัีบคอมพิวเตอร์ ในใจลึกๆอยากพูดออกมาว่า มาให้กำลังใจน้องๆ แต่ไม่ได้พูดออกมา เนื่องจากในมุมมองของเด็กๆ น้องๆเองคงไม่ได้คิดว่า ตัวเองต้องการกำลังใจ เพราะเค้าก็มีความสุขกับสิ่งที่เค้ามีอยู่แล้ว คิดว่าสิ่งที่เราทำได้ก็คือ สนับสนุนโครงการนี้ต่อไป และ สนับสนุนในอุปกรณ์การเรียนการสอนของเด็กๆเหล่านี้





เรื่องสุดซึ้งอีกเรื่องก็คือ เรื่องครูเอ ที่สอนที่โรงเรียนนี้ค่ะ ครูเอ ปกติจะสอนที่โรงเรียนเอกชนอยู่แล้ว แต่ว่าหลังเลิกงานก็มาที่โรงเรียนในไร่ส้มตอนกลางคืน เพื่อสอนเด็ก ตั้งแต่ 6 โมง ถึง 3 ทุ่ม ครูเอบอกว่า ตอนแรกที่ตัดสินใจมาสอน ก็มีแต่คนขัดขวาง ส่วนใหญ่จะเป็นคนไทย ที่ไม่พอใจว่าทำไมต้องมาสอนเด็กไทใหญ่ แม้แต่แฟนของครูเอเองตอนแรกก็ไม่ได้เห็นด้วย ครูเอเล่าว่า กว่าจะได้พื้นที่ที่ทำเป็นโรงเรียนก็ทะเลาะกับหลายฝ่าย แต่ก็ต่อสู้จนมาถึงทุกวันนี้ได้ ซึ้งจนต้องไปขอจับมือกับครูเอ ถึงความเป็นผู้หญิงแกร่ง มีอุดมคติ จิตใจมุ่งมั่นเพื่อเด็ก ตอนหลังนี้แฟนครูเอ จากที่ปกติแค่ขับรถมาส่ง ก็เปลี่ยนใจและมาช่วยสอนเด็กๆด้วย แถมครูเอยังชมว่าสอนเก่งกว่าครูเออีก


มาทริปนี้ คำที่เราได้ยินประจำก็คือ คำว่า สิทธิเด็ก
“เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติใด สัญชาติใด สถานะอย่างไร”
“เด็กทุกคนเลือกเกิดไม่ได้ แต่ถ้าเด็กทุกคนได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะสิทธิทางด้านการศึกษา เด็กทุกคนก็น่าจะมีชีวิตที่รอด และปลอดภัย”
วันรุ่งขึ้นเราได้ไปโรงเรียนในไร่ส้มในตอนกลางวัน และได้พบกับคุณครูแสงดาว หนึ่งในสาวเก่งอีกคน คุณครูไม่ใช่คนไทยนะคะ เป็นชาวไทใหญ่ ครูแสงดาวเล่าว่าตอนแรกก็ไม่ได้เข้าระบบอะไร แค่มาช่วยสอน ตอนหลังก็เรียนไปด้วยสอนไปด้วยจนจบหลักสูตร ม.6 แต่ครูไม่สามารถเรียนต่อไป เพราะไม่มีทุน เนื่องจากไม่ได้มีสัญชาติ เลยกู้ไม่ได้ ส่วนเรื่องเงินเดือนก็อยู่ที่ 4,500 บาท ตอนนี้มีครูอยู่ 3 คน ไม่เพียงพอ เลยต้องเจียดเงินจากเงินเดือนของทั้ง 3 คน มาหาคุณครูเพิ่ีม คุณครูแสงดาว ใช้ความพยายามในการชวนเด็กๆมาเรียน น้องบางคนทางบ้านไม่ให้มา เหมือนอย่างที่เล่าไปตอนแรกนะคะว่า คนที่อพยพมาไม่คิดเรื่องว่าเด็กพวกนี้จะพัฒนาไปทำอย่างอื่นนอกจากไร่ส้มเลย




นี่คือที่สอนเกี่ยวกับการตัดผมนะคะ ที่เล่าให้ฟังเมื่อตอนต้น


ถัดมา ดูจากรูปจะเห็นพวกเด็กๆเล็กๆ นี่คือ น้องๆของเด็กที่มาเรียนนะคะ แต่เนื่องจากที่บ้านบังคับให้พวกที่โตหน่อยต้องเลี้ยงน้องที่บ้าน ครูเลยบอกว่า งั้นก็จูงมือพามาโรงเรียนด้วยเลย มีคนช่วยเลี้ยงเด็กเล็ก มีที้ให้นอน เพื่อให้เด็กโตหน่อยได้มีโอกาสเรียน



รูปด้านบนคือห้องนอนกลางวันของเด็กเล็กนะคะ สภาพยังไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ มีมุ้งแค่อันเดียว ดูเด็กๆเค้าก็มีความสุขในแบบของเค้ากัน จริงๆมีถ่าย VDO มาด้วย ไว้จะมา share ภายหลังนะคะ
น้องๆที่โรงเรียนนี้ต้องขอชมว่าน่ารักมากๆ ทุกคนมือไม้อ่อน พอดีได้ดูห้องที่คุณครูสอนน้องๆเกี่ยวกับการรับรู้ข่าว น้องๆก็หันมายกมือไว้กันทุกคนจนบั๊บเบิ้ลเขิน ขากลับน้องๆฝากน้ำยาล้างจานกับน้ำยาซักผ้าที่น้องๆทำกลับมาให้ด้วย ของพวกนี้กำลังรอ ถ้าใครอยากช่วยออกมา logo ผลิตภัณฑ์หรืออยากช่วยจัดจำหน่าย
สุดท้ายนี้ อยากฝากไว้ สำหรับองกรณ์รัฐ หรือบริษัทเอกชนอื่นๆ ให้มองเห็นถึงความสำคัญของสิทธิเด็ก รวมถึงความเท่าเทียมกันระหว่างเด็กไทยและเด็กไร้สัญชาติ อย่าเพิ่งไปมองเรื่องการผิดกฎหมาย แต่ให้มองที่สิทธิในด้านการศึกษาของเด็กเหล่านี้ด้วยค่ะ ต้องขอขอบคุณ Unicef และ แสนสิริ สำหรับประสบการณฺ์ครั้งนี้ บั๊บเบิ้ลได้เรียนรู้อะไรเยอะมาก และอยากช่วยบอกต่อเรื่องนี้ให้ทุกๆคนทราบค่ะ
ขอจบลงด้วยรูปจากไร่ส้มค่ะ
